อู๋'s profileในที่สุดก็เข้ามาอ่าน ไช...BlogLists Tools Help
No content has been added yet.
January 29

I See You, You See Me

61131 .k||n` * [      ★     ] says:

อู๋ล่ะ

        

         says:

ต้องทำงานไปด้วยอะหรอ

        

         says:

คงนอนพอแร้วมั้ง

        

         says:

คงนั่งคิดงานไปเรื่อย

61131 .k||n` * [      ★     ] says:

อ่อ

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

เราโดนด่าตลอด

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

เหนื่อย

        

         says:

ก้เค้าห้ามไรก้อย่าทำ

        

         says:

ก้ไม่โดนด่าไม่ใช่หรอ

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

ก็ยังไม่ได้ทำไรเลย

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

อยู๋ทำงานดึกๆก็ด่า

        

         says:

ด่าว่าไร

        

         says:

ว่าทำไมทำงานแร้วยังเล่นคอมไปด้วย

        

         says:

??

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

ก็ทำไมไม่ทำเร็วๆนอนเร็วๆ

61131 .k||n` * [      ★     ] says:

อ่านหนังสือบ้าง

        

         says:

อ๋อ

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

เค้าชอบคิดว่าคนอื่นทำไปเยอะว่าเราแล้วเรายังไม่ถึงไหน

        

         says:

เล็บแข๋งแข็ง

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

ไมงะ

61131 .k||n` * [

     ★     ] says:

ตัดไมมลง

October 14

วัยรุ่น วัยรุ่น

ไฟล์ศิลปิน says:

เกลียดปิดเทอม

ไฟล์ศิลปิน says:

เกรียด

ไฟล์ศิลปิน says:

รอเรือใฃ่ป่ะ

61131 .k||n` * [

εїз..?, ] says:

ล ลิง ไม่ใช่เหรอ

61131 .k||n` * [

εїз..?, ] says:

เกลียด .. เกรียจ

ไฟล์ศิลปิน says:

เกลียด

ไฟล์ศิลปิน says:

ไม่มีจอจาน

61131 .k||n` * [

εїз..?, ] says:

ก็ เกลียด ถูกแล้วไง

May 29

ใจมึงบางว่ะอู๋

 
ถึง มึง
 
 
               อู๋กูมาเตือนมึง
            ระวังไว้ให้ดี
            หัดดูใจตัวเองบ้าง
            อย่าลืมว่ามึงต้องการอะไร
            ถึงเวลาแล้ว
            มึงต้องพอ
May 28

เย

 

หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเปรียบคนที่ค่อนแคะท่านว่า “เหมือนหมาที่เยี่ยวรดภูเขาทอง”

ความหมายของท่านคือ เป็นคนต้องไม่หวั่นไหวต่อลมปากคนอื่น ยิ่งอยู่ที่สูงยิ่งต้องหวั่นไหวน้อยลง

อีกความหมายหนึ่งคือ การนินทาหรือวิพากษ์แบบไม่สร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เสียเวลาที่จะไปใส่ใจ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

นิสัยแย่ๆ อย่างหนึ่งของชาวมนุษย์คือการชอบนินทาและชอบฟังคำนินทา คนจำนวนไม่น้อยในโลกมีความสุขกับการดูฟังคนอื่นทะเลาะกัน มิเช่นนั้นรายการประเภทเจาะเบื้องหลังคนดัง และคอลัมน์ซุบซิบต่างๆ คงไม่อยู่ยืนยงมาทุกวันนี้

การใช้ปากทำร้ายผู้อื่นอาจสนุก แต่การใช้หูรับฟังคำเหล่านั้นไม่น่าสนุกเท่าใด

หลายคนรับคำวิพากษ์วิจารณ์และนินทาไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะคนที่มีสถานะทางสังคมหรือมีชื่อเสียง เช่น ดาราภาพยนตร์ จะไปไหนมาไหนจะทำอะไรก็กลัวเป็นขี้ปากชาวบ้าน นานๆ เข้าก็เกร็งไปหมดทุกเรื่อง ทำอะไรก็ไม่ได้เต็มที่ ไม่มีความสุข กลายเป็นคนที่ติดคุกสังคมไปโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าชื่อเสียงนั้นเป็นสุขลาภหรือทุกขลาภ

ไม่ว่าเราจะมีสถานะสังคมสูงหรือไม่ ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องเจอประสบการณ์การถูกนินทาและวิพากษ์ในเชิงลบ ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงงานที่ทำ



เบอร์แทรนด์ รัสเซล (นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ และเป็นนักต่อต้านสงคราม และนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม) กล่าวเป็นเชิงตลกว่า "ไม่มีใครนินทาเกี่ยวกับความลับที่เป็นเรื่องดีของคนอื่นหรอกว่ะ"

ในช่วงปีแรกๆ ของชีวิตการเขียนหนังสือ โดยเฉพาะเมื่อสร้างงานที่ฉีกขนบเดิม ผมได้รับคำวิพากษ์แรงๆ เสมอ หลายครั้งถึงขั้นบริภาษ คำวิพากษ์หลายบทเขียนบนฐานอารมณ์ บางครั้งโยงไปถึงเรื่องส่วนตัว สำหรับคนที่เจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกทำใจยาก บางคราวถึงกับกินข้าวไม่อร่อย

แต่ในที่สุดก็พบสัจธรรมว่าคนเราไม่สามารถหนีเรื่องนี้ได้

แน่นอน ยาขมกับคำด่าไม่เหมือนกัน ยาขมเป็นประโยชน์ต่อคนรับ คำด่าไม่เป็นประโยชน์กับใคร ยาขมคือความสร้างสรรค์ คำด่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์

หลายคนชอบด่ากลับ ใครด่าเราเราก็ด่ากลับให้หนักกว่าเดิมสองเท่า แต่ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายโดยไร้ประโยชน์

แต่หากเลือกใช้หลักจิตวิทยาย้อนกลับ (reverse psycology) ปล่อยให้เขาด่าว่าโดยไม่โต้ตอบ เขาจะมีแรงด่าไปอีกกี่นาน เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือทำไม เพราะชาวโลกมักจดจำคนที่ถูกด่ามากกว่าคนที่ด่า! และท้ายที่สุด ขิงก็ราข่าก็แรง

มาร์กัส ปอร์เชียส คาโต หรือที่รู้จักกันในนาม Cato the Elder นักการเมืองแห่งโรมราวสองร้อยปีก่อนคริสตกาลจึงกล่าวว่า "เราไม่สามารถควบคุมลิ้นชั่วร้ายของคนอื่น แต่ชีวิตที่มีคุณค่าช่วยเสริมให้เรารู้จักเลือกที่จะไม่แยแสมัน"

เมื่อทำความเข้าใจกับวิสัยมนุษย์ที่มักเลือกมองแต่ด้านลบ ก็ทำให้สบายใจขึ้น ในที่สุดก็เปลี่ยนทัศนคติและมุมมองเสียใหม่ โดยมองคนที่วิพากษ์แบบไม่สร้างสรรค์ว่า "ขอบใจจ้ะ เธอคงหวังดีต่อฉันมากๆ แน่ๆ จนอุตส่าห์เสียเวลาวิพากษ์ฉัน ขอบใจอีกครั้งจ้ะ"

ยาขมนั้นกินยาก แต่หากใช้ให้เป็น มีประโยชน์มากกว่าคำหวาน วิเคราะห์คำวิพากษ์วิจารณ์ แล้วนำมาปรับปรุงตัวเอง เป็นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ใช้ประโยชน์จากคำวิจารณ์เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป กลายเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าวัคซีนใดๆ

การยินดีปรีดากับการฟังคำนินทาไม่เกิดประโยชน์ การปล่อยให้มันกำหนดชีวิตเราไม่เกิดประโยชน์ อย่าลืมว่าใครก็ตามที่นินทาเรื่องคนอื่นให้คุณฟังจะนินทาเกี่ยวกับคุณเช่นกัน

ใช่ จะใช้ชีวิตแบบราชสีห์หรือ 'หมาที่เยี่ยวรดภูเขาทอง' ก็แล้วแต่เรา


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
26 พฤษภาคม 2550

May 11

หวังว่าทุกคนจะได้อ่าน

ชายผู้ไร้ประเทศ โดย เคิร์ท วอนเนกัต (1922 - 2007)

ผมมีข่าวบางอย่างจะบอกกับพวกคุณ

เปล่า ผมไม่ได้จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แม้ผมจะรู้ว่าประโยคที่สมบูรณ์ต้องมีทั้งประธานและคำกิริยาก็ตาม (ตรงนี้วอนเนกัตแซวบุช)

และผมไม่ได้กำลังจะสารภาพว่าผมหลับนอนกับเด็กเล็ก ผมบอกได้แต่ว่า: ภรรยาของผมคือคนที่แก่ที่สุดเท่าที่ผมเคยนอนด้วย

ข่าวที่ว่าก็คือ: ผมกำลังจะฟ้องบริษัท Brown & Williamson Tobacco Company ผู้ผลิตบุหรี่ยี่ห้อ Pall Mall เป็นเงินค่าเสียหายหนึ่งพันล้านเหรียญ! ตั้งแต่ผมอายุสิบสองขวบ ผมไม่เคยสูบอะไรติดต่อกันแบบไม่ขาดมือนอกจากบุหรี่ Pall Mall ชนิดไม่ใส่ก้นกรอง และหลายปีมาแล้วที่บริษัท Brown & Williamson สัญญาไว้บนซองบุหรี่ว่าบุหรี่ของพวกเขาจะฆ่าผม

แต่บัดนี้ผมปาเข้าไปแปดสิบสอง ขอบใจมากว่ะไอ้พวกคนทรยศ สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการคือมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่มนุษย์สามคนที่มีอำนาจที่สุดในโลก มีชื่อว่า บุช (George Bush แสลงในภาษาอังกฤษ “bush” แปลว่าบริเวณขนเพชรที่อวัยวะเพศหญิง) ดิก (Dick Cheney แสลง “dick” แปลว่าอวัยวะเพศชาย) และโคลอน (Colon ในที่นี้วอนเนกัตน่าจะหมายถึง “colon” ที่แปลว่าบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ มากกว่าเครื่องหมายวรรตอน “:”)

รัฐบาลของเราประกาศทำสงครามกับยาเสพติด นั่นก็ยังดีกว่าไม่มียาเสพติดเลย ตอนที่เกิดสภาวะ ห้ามผลิตและจำหน่ายสุรา ก็มีคนพูดแบบนี้เหมือนกัน คุณรู้ไหมว่าตั้งแต่ปี 1919 ถึง 1933 การผลิต ขนส่ง และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลถือเป็นความผิดทางกฎหมายโดยเด็ดขาด นักเขียนคอลัมน์ขบขันในหนังสือพิมพ์ ผู้เป็นชาวอินเดียนา ชื่อเคน ฮับบาร์ด (Ken Hubbard) บอกไว้ว่า การห้ามผลิตและจำหน่ายสุรา ก็ยังดีการไม่มีสุราเลย

แต่ฟังนี่สิ: สองสิ่งที่ถูกถลุงมากที่สุด และเป็นสิ่งเสพติดมากที่สุด และมีอนุภาพทำลายล้างมากที่สุด ในบรรดาสารทั้งหมด ล้วนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

สิ่งแรก แน่นอน คือแอลกอฮอลสำหรับทำสุรา และแม้กระทั่งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังยอมรับเองว่าเขาเมามายเละเทะเสียเป็นส่วนใหญ่ จากวัยสิบหกถึงสี่สิบ เมื่อเขามีอายุได้สี่สิบเอ็ดปี เขาบอกว่าพระเยซูปรากฏกายให้เขาเห็น แล้วทำให้เขาหยุดดื่ม

พวกขี้เมาบางคนก็เคยเห็นช้างสีชมพูมาแล้ว

สำหรับประวัติส่วนตัวของผมเกี่ยวกับเรื่องสารแปลกปลอม ผมขี้ขลาดเกินไปสำหรับเฮโรอีน โคเคน แอลเอสดี และอะไรพวกนั้น ผมกลัวว่ามันจะมีผลรุนแรงกับผม แต่ผมเคยปุ๊นกัญชาครั้งหนึ่งกับแจร์รี การ์เซีย (Jerry Garcia) และวง Grateful Dead เพื่อสังสรรค์เท่านั้น ดูเหมือนผมจะไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับมันสักเท่าไร ผมจึงไม่เคยทำอีก และจะด้วยพระเมตตาของพระเจ้าหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้เป็นแอลกอฮอลิก หลักๆเป็นเพราะผมไม่มียีนส์นั้นอยู่ในร่างกาย ผมดื่มนิดๆหน่อยๆเป็นบางครั้งบางคราว และคืนนี้ผมก็จะดื่มอีก สองแก้วคือขีดจำกัดของผม ไม่มีปัญหาอะไร

เป็นที่รู้กันอย่างอื้อฉาวว่าผมติดบุหรี่ ผมได้แต่หวังอยู่ตลอดว่ามันจะฆ่าผม ด้านหนึ่งเป็นประกายไฟ อีกด้านคือไอ้โง่คนหนึ่ง

แต่ผมจะบอกอะไรให้: ครั้งหนึ่งผมเคยได้สัมผัสกับความรู้สึกสุดยอดแบบที่แม้แต่โคเคนก็ไม่อาจเทียบติด นั่นคือตอนที่ผมได้ใบขับขี่ใบแรกระวังนะเว้ยชาวโลก เคิร์ท วอนเนกัตมาแล้ว!

รถของผมในตอนนั้น เท่าที่จำได้รู้สึกว่าจะเป็นยี่ห้อ Studebaker ก็เหมือนกับยานพาหนะทั้งหลายและเครื่องจักรส่วนใหญ่ รวมถึงโรงงานไฟฟ้าต่างๆ มันวิ่งได้ด้วยยาเสพติดที่ถูกถลุงมากที่สุด เป็นสิ่งเสพติดมากที่สุด และมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด: เชื้อเพลิงธรรมชาติ

เมื่อคุณเกิดขึ้นมาในโลกนี้ แม้กระทั่งตอนผมเกิดขึ้นมา โลกอุตสาหกรรมก็อยู่ในสภาพเสพติดเชื้อเพลิงธรรมชาติอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และอีกไม่ช้าก็จะไม่มีอะไรหลงเหลือให้ใช้อีกแล้ว หักดิบซะอย่างนั้น

ผมขอพูดความจริงกับคุณได้ไหมครับ นี่คงไม่ใช่รายการข่าวทีวีนะ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความจริง: พวกเราล้วนเป็นขี้ยาเสพติดเชื้อเพลิงธรรมชาติโดยตกอยู่ในสภาวะของคนไม่ยอมรับความจริง และก็เหมือนกับคนติดยาที่กำลังจะเผชิญการหักดิบทั้งหลาย ขณะนี้ผู้นำประเทศของเรากำลังก่ออาชญากรรมรุนแรงเพื่อดิ้นรนกอบโกยสิ่งเสพติดที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดนั้น

*

อะไรคือจุดเริ่มต้นของจุดจบนี้น่ะหรือ บางคนอาจบอกว่าจุดเริ่มต้นคืออดัมกับอีฟและผลแอ๊ปเปิ้ลแห่งความรู้ ซึ่งเป็นการวางกำดักชัดๆ แต่ผมว่าว่าจุดเริ่มต้นคือโพรเมธีอัส (Prometheus) ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นบุตรของเหล่าเทพเจ้า ตามตำนานกรีก เขาลักขโมยไฟไปจากซุส (Zeus) และมอบมันให้กับมนุษย์ เหล่าเทพเจ้าโกรธมากถึงขั้นจับเขาล่ามไว้กับก้อนหินในสภาพโป๊เปลือย แล้วสั่งให้นกอินทรีจิกกินตับของเขา ตามใจมากไป เด็กจึงเสียคน

ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าพวกเทพเจ้าทำถูก ญาติไม่ห่างไม่ไกลของเราอย่างพวกลิงกอริลลา ลิงอุรังอุตัง ลิงชิมแปนซี ชะนี ต่างก็อยู่มาได้อย่างดีโดยการกินผักหญ้าดิบๆ ในขณะที่พวกเราไม่เพียงสามารถปรุงอาหารกิน แต่ขณะนี้ ภายในเวลาเพียงไม่ถึงสองร้อยปี เราได้ทำลายล้างดาวเคราะห์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีประโยชน์ในการเกื้อกูลสิ่งมีชีวิต ด้วยการใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อการเล่นสนุกกับความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนและพลังงานกลเป็นหลัก

ชาวอังกฤษที่ชื่อไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) สร้างเครื่องปั่นไฟฟ้าเครื่องแรกเมื่อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองปีที่ผ่านมานี้เอง

ชาวเยอรมันที่ชื่อคาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) สร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานเผาไหม้ภายในเป็นคันแรกเมื่อหนึ่งร้อยสิบเก้าปีที่ผ่านมาเท่านั้น

บ่อน้ำมันบ่อแรกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนี้เป็นเพียงหลุมแห้งๆ ถูกขุดใน Titusville รัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) โดยเอ็ดวิน แอล. เดรก (Edwin L. Drake) เมื่อหนึ่งร้อยสี่สิบห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้น

สองพี่น้องอเมริกันตระกูลไรท์ (the Wright brothers) สร้างและขับขี่เครื่องบินลำแรก เมื่อหนึ่งร้อยกับอีกหนึ่งปีที่ผ่านมาเท่านั้น เครื่องบินของพวกเขาทำงานด้วยน้ำมันก๊าซ

คุณอยากพูดถึงความสนุกสนานที่หักห้ามใจยากใช่ไหม

มันคือกับดัก

เชื้อเพลิงธรรมชาติจุดไฟได้ง่ายเหลือเกิน! ถูกต้อง และตอนนี้เรากำลังสัมผัสกับสัดส่วนที่เกือบจะเป็นหยดสุดท้ายของมัน เปลวไฟทั้งหมดกำลังจะดับมอด ไม่มีไฟฟ้าอีกต่อไป ยานพาหนะทุกรูปแบบกำลังจะหยุดนิ่ง และอีกไม่ช้า ดาวเคราะห์ที่ชื่อโลกจะมีผิวเปลือกที่เต็มไปด้วยหัวกะโหลก ท่อนกระดูก และเครื่องจักรกลที่พังสลายไร้ชีวิต

และไม่มีใครแก้ไขอะไรได้แม้แต่น้อย มันสายเกินไปแล้ว

ความจริงก็คือ: เราใช้ทรัพยากรบนโลกของเราหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ รวมทั้งอากาศและน้ำ เราใช้มันเหมือนกับว่าเราจะอยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้ และขณะนี้มันก็จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราแล้วจริงๆ

แปลว่าจะไม่มีงานลีลาศปิดท้ายการศึกษาเสียแล้วสิ แต่นั่นยังไม่ถึงครึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ

 

 

แปลโดย ปราบดา หยุ่น

 

ในที่สุดก็เข้ามาอ่าน ไชโยให้กับตัวเองหน่อยเร็ว